Last updated: 27 มี.ค. 2569 | 22 จำนวนผู้เข้าชม |
เครื่องปั่นไฟ หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้านั้นมีมากมายหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีความเหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ต้องพิจารณาเลือกเครื่องปั่นไฟให้เข้ากับแต่ละอุตสาหกรรม มาดูกันว่าแต่ละอุตสาหกรรม หรือแต่ละองค์กรควรใช้เครื่องปั่นไฟประเภทไหนกันบ้าง
1. เลือกเครื่องปั่นไฟเพื่อใช้ในโรงงาน
โรงงานนั้นถือเป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้ไฟฟ้าค่อนข้างมาก เนื่องจากเครื่องจักรที่มีความสำคัญต่อกระบวนการผลิต และระบบไฟภายในโรงงานต่างก็ต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้าด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้น พลังงานไฟฟ้าจะต้องอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการใช้งานอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้าหากมีพลังงานไฟฟ้าไม่เพียงพอ อาจก่อให้เกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้อง ไฟลัดวงจร หรือไฟดับจนทำให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการผลิตต่างๆ ภายในโรงงานได้ ทำให้เครื่องปั่นไฟนั้นเป็นอุปกรณ์ที่ทุกโรงงานจะต้องเตรียมเอาไว้ เพื่อช่วยผลิตไฟสำรองไว้ใช้ในกรณีเหตุฉุกเฉิน
เครื่องปั่นไฟที่เหมาะกับการใช้ในอุตสาหกรรมโรงงานคือเครื่องปั่นไฟชนิดกระแสสลับ โดยเครื่องปั่นไฟชนิดนี้ จะรับเอาพลังงานจากภายนอกมาเปลี่ยนให้เป็นกระแสไฟฟ้า ใช้หลักการแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำ โดยการให้ขดลวดตัวเหนี่ยวนำ และขดลวดสนามแม่เหล็กเคลื่อนที่ตัดผ่านกัน เพื่อให้ได้กระแสไฟฟ้าขึ้นมา ซึ่งเครื่องปั่นไฟชนิดกระแสสลับก็ยังจะแบ่งออกได้เป็นแบบ 1 เฟส และแบบ 3 เฟส โดยเครื่องปั่นไฟชนิดกระแสสลับแบบ 3 เฟสนั้น มักจะได้รับความนิยมมากกว่า เพราะสามารถผลิต และจ่ายกำลังไฟฟ้าได้มากกว่าแบบ 1 เฟสถึง 3 เท่า จึงช่วยให้มั่นใจว่าจะมีพลังงานไฟฟ้าเอาไว้ใช้ได้อย่างเพียงพอ
ขนาดของเครื่องปั่นไฟที่เหมาะสำหรับการใช้ในอุตสาหกรรมโรงงานคือแบบขนาดใหญ่ ที่จะต้องมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ 50-100 KVA ขึ้นไปถึงจะเพียงพอต่อการใช้งาน เพื่อให้กระบวนการผลิตต่างๆ ภายในโรงงานนั้นสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ไม่มีสะดุด
2. เลือกเครื่องปั่นไฟเพื่อใช้ในโรงพยาบาล
โรงพยาบาล คือสถานที่ที่จำเป็นต้องมีไฟฟ้าเอาไว้ใช้อย่างเพียงพอ เพราะอุปกรณ์ และเครื่องมือแพทย์นั้นล้วนมีความสำคัญต่อการรักษา และช่วยเหลือชีวิตคน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาทางทันตกรรม จิตเวช การปฐมพยาบาลต่างๆ การคลอดบุตร หรือการผ่าตัด เป็นต้น
การเลือกเครื่องปั่นไฟ หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำหรับโรงพยาบาล จะต้องเลือกเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณา โดยอิงจากมาตรฐานระบบไฟฟ้าในโรงพยาบาล คือต้องเป็นเครื่องปั่นไฟที่ทำงานได้โดยที่ไม่ให้เกิดเสียงรบกวนต่อผู้ป่วย และผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ ยังจะต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆ ดังนี้
เครื่องปั่นไฟจะต้องมีระดับสมรรถนะไม่ต่ำกว่าระดับ G2
เครื่องปั่นไฟต้องมีพิกัดกำลังไม่น้อยกว่าพิกัดกำลังพร้อมใช้งาน
เครื่องปั่นไฟที่ใช้จะต้องมีอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยติดตั้งคู่กัน และจะต้องเห็นได้ชัดเจนหากเครื่องปั่นไฟดังกล่าวนั้นทำงานขัดข้อง
เครื่องปั่นไฟต้องมีแผงควบคุมการทำงานที่สามารถใช้งานได้ และป้องกันสิ่งผิดปกติ หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งาน
3. เลือกเครื่องปั่นไฟเพื่อใช้ในโรงแรม
โรงแรมถือเป็นกิจการที่จะต้องรองรับการเข้าพักของแขกผู้มาเยือน จึงทำให้มีการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก ไม่ว่าจะมาจากระบบให้แสงสว่างอย่างไฟ หรือระบบปรับอากาศ เป็นต้น ซึ่งหากทางโรงแรมมีไฟใช้ไม่เพียงพออาจส่งผลเสียต่อการให้บริการได้
เครื่องปั่นไฟสำหรับใช้ในโรงแรมนั้นควรเป็นเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ 10 – 2000 KVA โดยเครื่องปั่นไฟขนาดดังกล่าวจะเรียกว่า Onsite Power Generator ซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยจ่ายไฟสำรองในกรณีที่เกิดเหตุไฟดับ ไฟฟ้าขัดข้อง หรือไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการใช้งาน
4. เลือกเครื่องปั่นไฟเพื่อใช้ในฟาร์ม
ในกลุ่มของเกษตรกรที่ทำฟาร์มต่างๆ ก็มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องปั่นไฟในฟาร์มด้วยเช่นกัน เพราะบางครั้งสถานที่ทำฟาร์มไฟฟ้าอาจไม่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อระบบไฟ ระบบควบคุมอุณหภูมิ ระบบจัดการระดับแก๊ส ระบบการให้อาหาร หรือการให้น้ำ เป็นต้น ซึ่งระบบดังกล่าวนั้นถือเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการทำฟาร์มระบบปิด เพราะจะช่วยควบคุม และรักษาสิ่งแวดล้อมด้านในให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น
การเลือกเครื่องปั่นไฟเอาไว้ใช้ในฟาร์มนั้น สามารถเลือกได้ทั้งขนาดเล็ก และขนาดกลาง ซึ่งเครื่องปั่นไฟขนาดเล็กจะมีขนาดประมาณ 1-20 KVA ส่วนเครื่องปั่นไฟขนาดกลางจะอยู่ที่ประมาณ 20-50 KVA โดยการเลือกเครื่องปั่นไฟนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ไฟฟ้าของระบบที่ถูกติดตั้งในฟาร์มด้วย
24 มี.ค. 2569
28 มี.ค. 2569
25 มี.ค. 2569