Last updated: 13 พ.ย. 2568 | 153 จำนวนผู้เข้าชม |
โดยทั่วไปแล้ว ระบบการเร่งรอบเครื่องยนต์ของเครื่องปั่นไฟ (Governor System) สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระบบหลัก ดังนี้
1. ระบบแมคคานิค (Mechanical Governor)
ลักษณะการทำงาน
ใช้แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Centrifugal Force) ควบคุมรอบเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติ หากรอบตก ตัวถ่วงเหวี่ยงจะดึงคันเร่งเพื่อเพิ่มรอบให้กลับมาคงที่
ข้อดี
-โครงสร้างง่าย ไม่ซับซ้อน
-ทนทาน ใช้งานได้นาน
-ไม่ต้องใช้ระบบไฟฟ้าควบคุม
-ค่าซ่อมบำรุงไม่แพง
ข้อเสีย
-ควบคุมรอบได้ไม่แม่นยำมาก
-เมื่อโหลดขึ้นเร็วอาจมีอาการรอบเหวี่ยงหรือแกว่ง
-ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการแรงดันไฟนิ่ง เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
2. ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Governor)
ลักษณะการทำงาน
ใช้เซนเซอร์ตรวจวัดรอบเครื่องยนต์ส่งสัญญาณไปยังกล่องควบคุม (ECU) เพื่อสั่งให้เซอร์โวมอเตอร์หรือโซลินอยด์ปรับคันเร่งแบบแม่นยำ
ข้อดี
-รักษารอบเครื่องได้คงที่มาก
-รองรับโหลดเพิ่ม–ลดได้ราบรื่น
-เหมาะกับงานที่ต้องการไฟฟ้านิ่ง เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องมือแพทย์
-ประหยัดเชื้อเพลิงกว่าแบบแมคคานิค
ข้อเสีย
-โครงสร้างซับซ้อน ซ่อมยากกว่าระบบแมคคานิค
-ราคาแพง
-หากกล่องควบคุมเสียต้องเปลี่ยนทั้งชุด
3. ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter Engine Speed Control)
ลักษณะการทำงาน
เครื่องยนต์ไม่จำเป็นต้องหมุนที่รอบคงที่ แต่ปล่อยรอบตามภาระโหลด แล้วระบบ Inverter จะปรับความถี่และแรงดันให้คงที่และนิ่งมาก
ข้อดี
-ให้ไฟฟ้าคุณภาพสูงที่สุด (คลีนและนิ่ง)
-ประหยัดเชื้อเพลิงมาก เพราะรอบเครื่องปรับตามโหลด
-เสียงเงียบ เหมาะกับงานบ้าน ร้านค้า หรือกิจกรรมกลางแจ้ง
-ปลอดภัยต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด
ข้อเสีย
-ราคาสูงที่สุดในทั้งสามระบบ
-หากบอร์ดอินเวอร์เตอร์เสีย ค่าซ่อมแพงมาก
-ไม่เหมาะกับงานโหลดหนักต่อเนื่อง เช่น โรงงาน
สรุปแบบเข้าใจง่าย
ระบบ ความนิ่งของรอบ ความทนทาน ราคา เหมาะกับงาน
แมคคานิค ปานกลาง สูง ถูก งานทั่วไป เครื่องมือไฟฟ้า
อิเล็กทรอนิกส์ สูง ปานกลาง ปานกลาง–สูง งานที่ต้องการแรงดันไฟนิ่ง
อินเวอร์เตอร์ สูงมาก ปานกลาง สูงที่สุด อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด งานที่ต้องการไฟสะอาด
16 ก.พ. 2569
19 ก.พ. 2569
18 ก.พ. 2569
20 ก.พ. 2569