Last updated: 16 เม.ย 2569 | 2 จำนวนผู้เข้าชม |
เพื่อให้สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรามาทำความเข้าใจสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาไฟกระชากกัน
1. ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ (ฟ้าผ่า)
ฟ้าผ่าเป็นสาเหตุที่รู้จักกันดีที่สุดและมีความรุนแรงสูงสุดของ Power Surge โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนของประเทศไทย เมื่อฟ้าผ่าเข้าระบบไฟฟ้า พลังงานหลายล้านโวลต์สามารถเดินทางผ่านสายไฟและทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ในพริบตา แม้ฟ้าจะไม่ผ่าโดนอาคารโดยตรง แต่การผ่าในรัศมี 1-2 กิโลเมตรก็สามารถสร้างคลื่นกระแสเกินผ่านสายส่งไฟฟ้าได้
2. การทำงานและการสับสวิตช์ของระบบไฟฟ้าภายนอก
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีการสับสวิตช์โหลด ตัดต่อสายส่ง หรือแก้ไขปัญหาในระบบไฟฟ้าเป็นประจำ การสับสวิตช์เหล่านี้อาจสร้าง Voltage Fluctuation ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ นอกจากนี้ เมื่อมีไฟฟ้าดับแล้วกลับมาใหม่ (Power Restoration) ช่วงเวลาที่ไฟฟ้ากลับเข้าระบบมักมีแรงดันที่ไม่เสถียรและสูงกว่าปกติชั่วขณะ
3. การเปิด-ปิดโหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่ภายใน
ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือศูนย์ข้อมูล การเปิดเครื่องจักรหนักหรือระบบ HVAC ขนาดใหญ่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าเริ่มต้น (Inrush Current) สูงมาก เมื่อโหลดเหล่านี้เริ่มทำงานหรือหยุดทำงาน จะสร้างการเปลี่ยนแปลงแรงดันไฟฟ้าอย่างฉับพลัน ถ้าระบบไฟฟ้าภายในไม่ได้ออกแบบให้รองรับหรือไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ก็จะเกิดไฟกระชากที่กระจายไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ
4. ปัญหาการจ่ายไฟที่ไม่เสถียร
ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมที่มีการใช้ไฟฟ้าหนาแน่น หรือพื้นที่ห่างไกลที่ระบบส่งไฟฟ้ายังไม่แข็งแรง อาจเกิดปัญหาแรงดันไฟฟ้าตก (Brownout) หรือแรงดันไฟฟ้าพุ่ง (Overvoltage) สลับกันไป สภาวะเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้อุปกรณ์ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นสาเหตุของความเสียหายสะสมในระยะยาว
5. การใช้ไฟฟ้าพร้อมกันหลายอย่าง
เมื่อมีการเปิดใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายเครื่องพร้อมกันในเวลาใกล้เคียงกัน เช่น เปิดเครื่องปรับอากาศทุกเครื่องหลังวันหยุด หรือเริ่มเดินเครื่องจักรทั้งสายการผลิตพร้อมกัน ความต้องการกระแสไฟฟ้าจะพุ่งสูงกว่าที่ระบบเตรียมไว้ ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลของแรงดันไฟฟ้าและอาจนำไปสู่ Power Surge
10 เม.ย 2569
9 เม.ย 2569
8 เม.ย 2569
11 เม.ย 2569